วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2556

มัดจำและเบี้ยปรับ



หมวด ๓
มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ

          มาตรา ๓๗๗  เมื่อ[1]เข้าทำสัญญา ถ้าได้[2]ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ ท่านให้ถือว่าการที่ให้มัดจำนั้น[3]ย่อมเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว อนึ่ง มัดจำนี้ย่อมเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้นด้วย
          มาตรา ๓๗๘  มัดจำนั้น ถ้ามิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ท่านให้เป็นไปดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ
          () ให้ส่งคืน หรือจัดเอาเป็นการใช้เงินบางส่วนใน[4]เมื่อชำระหนี้
          () ให้ริบ ถ้าฝ่ายที่วางมัดจำ[5]ละเลยไม่ชำระหนี้ หรือการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่ง ซึ่งฝ่ายนั้นต้องรับผิดชอบหรือถ้ามีการเลิกสัญญาเพราะความผิดของฝ่ายนั้น
          () ให้ส่งคืน ถ้าฝ่ายที่รับมัดจำละเลยไม่ชำระหนี้หรือการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งฝ่ายนี้ต้องรับผิดชอบ
          มาตรา ๓๗๙  ถ้าลูกหนี้สัญญาแก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับ[6]เมื่อตนไม่ชำระหนี้ก็ดี หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรก็ดีเมื่อลูกหนี้ผิดนัดก็ให้ริบเบี้ยปรับ ถ้าการชำระหนี้อันจะพึงทำนั้นได้แก่งดเว้นการอันใดอันหนึ่ง หากทำการอันนั้นฝ่าฝืนมูลหนี้เมื่อใด ก็ให้ริบเบี้ยปรับเมื่อนั้น
          มาตรา ๓๘๐  ถ้าลูกหนี้ได้สัญญาไว้ว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้จะเรียกเอาเบี้ยปรับอันจะพึงริบนั้นแทนการชำระหนี้ก็ได้ แต่ถ้าเจ้าหนี้แสดงต่อลูกหนี้ว่าจะเรียกเอาเบี้ยปรับฉะนั้นแล้ว ก็เป็นอันขาดสิทธิเรียกร้องชำระหนี้อีกต่อไป
          ถ้าเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อการไม่ชำระหนี้จะเรียกเอาเบี้ยปรับอันจะพึงริบนั้นในฐานเป็นจำนวนน้อยที่สุดแห่งค่าเสียหายก็ได้ การพิสูจน์ค่าเสียหายยิ่งกว่านั้น ท่านก็อนุญาตให้พิสูจน์ได้
          มาตรา ๓๘๑  ถ้าลูกหนี้ได้สัญญาไว้ว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร เช่นว่าไม่ชำระหนี้ตรงตามเวลาที่กำหนดไว้เป็นต้น นอกจากเรียกให้ชำระหนี้ เจ้าหนี้จะเรียกเอาเบี้ยปรับอันจะพึงริบนั้นอีกด้วยก็ได้
          ถ้าเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในมูลชำระหนี้ไม่ถูกต้องสมควร ท่านให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งมาตรา ๓๘๐ วรรค ๒
          ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้แล้ว จะเรียกเอาเบี้ยปรับได้ต่อเมื่อได้บอกสงวนสิทธิไว้เช่นนั้นในเวลารับชำระหนี้
          มาตรา ๓๘๒  ถ้าสัญญาว่าจะทำการชำระหนี้อย่างอื่นให้เป็นเบี้ยปรับ ไม่ใช่ใช้เป็นจำนวนเงินไซร้ ท่านให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา ๓๗๙  ถึง ๓๘๑ มาใช้บังคับ แต่ถ้าเจ้าหนี้เรียกเอาเบี้ยปรับแล้วสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนก็เป็นอันขาดไป
          มาตรา ๓๘๓  ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้วสิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป
          นอกจากกรณีที่กล่าวไว้ในมาตรา ๓๗๙ และ ๓๘๒ ท่านให้ใช้วิธีเดียวกันนี้บังคับในเมื่อบุคคลสัญญาว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อตนกระทำหรืองดเว้นกระทำการอันหนึ่งอันใดนั้นด้วย
          มาตรา ๓๘๔  ถ้าการชำระหนี้ตามที่สัญญาไว้นั้นไม่สมบูรณ์การที่ตกลงกันด้วยข้อเบี้ยปรับในการไม่ปฏิบัติตามสัญญานั้นก็ย่อมไม่สมบูรณ์ดุจกัน แม้ถึงคู่กรณีจะได้รู้ว่าข้อสัญญานั้นไม่สมบูรณ์
          มาตรา ๓๘๕  ถ้าลูกหนี้โต้แย้งการริบเบี้ยปรับโดยอ้างเหตุว่าตนได้ชำระหนี้แล้วไซร้ ท่านว่าลูกหนี้จะต้องพิสูจน์การชำระหนี้ เว้นแต่การชำระหนี้อันตนจะต้องทำนั้นเป็นการให้งดเว้นการอันใดอันหนึ่ง


[1] เมื่อ “เข้าทำ” หมายถึงทรัพย์สินซึ่งได้ให้ไว้ในวันทำสัญญา ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ให้ไว้ในวันอื่น เช่น ทำสัญญาซื้อขายที่ดินวางมัดจำไว้ ๑๐๐,๐๐๐บาทและผ่อนอีกเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท(๙๑๔,๐๐๐) แม้ตามสัญญาจะระบุว่าเป็นมัดจำก็ไม่ใช่เงินมัดจำ,จะซื้อขายวางเงิน ๒แสนอีกวันจ่าย๓ล้านเฉพาะ๒แสนเป็นเงินมัดจำ ๓ล้านเป็นเพียงการชำระราคาที่ดินบางส่วนล่วงหน้า ๕๑๓/๓๘,
[2] ให้สิ่งใด หมายความว่า ต้องเป็นทรัพย์สินซึ่งได้ให้ไว้แก่กันเมื่อเข้าทำสัญญา ซึ่งอาจจะเป็นเงินหรือสิ่งของมีค่าอื่นซึ่งมีค่าในตัวเองก็ได้ ดังนั้นการวางมัดจำจึงอาจทำได้โดยการสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ไว้ล่วงหน้าส่งมอบให้แก่คู่สัญญา ๗๔๗/๔๔,หรือทำเป็นสัญญากู้ยืม
[3] เพื่อเป็นหลักฐานว่าได้ทำสัญญากันขึ้น หากเป็นอย่างอื่น เพียงเพื่อป้องกันความเสียหายที่เกิดจากการไม่ชำระหนี้หรือความเสียหายประการอื่นที่อาจเกิดจากการไม่ชำระหนี้ย่อมไม่ถือว่าเป็นมัดจำ เมื่ออีกฝ่ายผิดนัดไม่อาจริบ,เงินดาวส์เป็นส่วนหนึ่งของราคา,การมอบหนังสือค้ำประกันซึ่งทางธนาคารออกให้ เพื่อเป็นหลักประกันเบื้องต้นจำนวนเงินตามหนังสือค้ำประกันดังกล่าวมิใช่เงินที่มีการมอบให้อีกฝ่ายทันที่ขณะทำทำสัญญา แต่เป็นการให้เพื่อเป็นประกันว่าหากมีการผิดสัญญาจะได้รับการชดใช้ค่าเสียหาย เป็นเพียงข้อตกลงที่ให้ความสะดวกในวิธีการบังคับชำระหนี้หากมีการผิดสัญญา,
[4] กรณีจะริบเอาเป็นการจัดเอาใช้หนี้บางส่วน ได้ต่อเมื่อมีการปฏิบัติการชำระหนี้ถูกต้องแล้ว หากจำเลยผิดสัญญาและมีการเลิกสัญญาแสดงว่ามิได้มีการปฏิบัติการชำระหนี้ถูกต้องไม่อาจจัดเอาชำระหนี้บางส่วน ๔๘๖๑/๓๙,
[5] ซื้อขายเครื่องปรับอากาศกำหนดให้ผู้ชื้อจัดเตรียมสถานที่ติดตั้งสายไฟและติดสวิทย์ วิธีการส่งมอบย่อมเป็นสาระสำคัญเมื่อโจทก์ไม่มีโรงแรมให้ส่งมอบผิดสัญญาโจทก์ผิดสัญญาโดยมิต้องบอกกล่าว,การชำระหนี้บางส่วนก็เป็นถือว่าไม่ชำระหนี้เช่นกัน,เงินมัดจำที่มิได้ชำระ เมื่อสัญญาเลิกกันจะบังคับให้ส่งมอบไม่ได้เพราะสิ้นความผูกพันตามสัญญา ๑๐๙๒/๐๙,กรณีที่ต้องคืนเงินมัดจเพราะผู้รับมัดจำผิดสัญญาผู้วางมัดจำมีสิทธิเรียกดอกเบี้ย ๑๑๓๑/๓๒,
[6]เป็นเบี้ยปรับหรือให้พิจารณาว่า ข้อตกลงเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าว่าหากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ถูกต้องเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับตามที่กำหนดไว้หรือไม่ เช่น ข้อตกลงให้ธนาคารคิดดอกเบี้ยเพิ่มเมื่อลูกหนี้ผิดนัด,หนังสือรับสภาพหนี้มีข้อตกลงให้คิดดอกเบี้ยร้อยละ ๒๐ เมื่อผิดนัด,ผิดสัญญาเช่ามีสิทธิริบเงินประกัน,เช่าชื้อกำหนดค่าเช่าชื้อเป็นรายวันคิดค่าปรับวันละ ๑๐๐ เมื่อผิดนัด,สัญญาไม่รับจ้างหรือทำงานอย่างเดียวกันเป็นเวลา ๒ ปี หากผิดสัญญาให้ปรับ,เบี้ยปรับเป็นกรณีกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า หากเป็นกรณีลูกหนี้ผิดสัญญาแล้วทำบันทึกยกเลิกและเรียกค่าเสียหายไม่ใช่เบี้ยปรับ,กรณีตกลงให้เจ้าหนี้สามารถเรียกค่าเสียหายได้แม้ไม่ผิดนัดย่อมไม่ถือว่าเป็นเบี้ยปรับ,